เทศกาลสำคัญของประเทศโคลอมเบีย

มีเทศกาลมากมายในโคลอมเบียที่ได้รับความนิยมเเละมีความงดงามจนเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันอย่างมาก เเละมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเเวะเวียนมาเที่ยวชมความสวยงามของเเต่ละเทศกาลเป็นอย่างยิ่ง

Image result for เทศกาลคาร์นิวัล

เทศกาลคาร์นิวัลแห่งเมืองบาร์รังกียา

เป็นงานเทศกาลชื่อดังอีกงานของโคลอมเบีย โดยเป็นงานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่รองจากที่ริโอ เดอ จาเนโร โดยในเเต่ละปีนั้นจะมีผู้เข้ามาร่วมงานกว่าหนึ่งล้านคน โดยมีความคึกคักเเละอลังการจากเครื่องหายของผู้เข้าร่วมขบวนพาเหรดจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อีกด้วย

Image result for เทศกาลดอกไม้เมืองเมเดยิน

เทศกาลดอกไม้เมืองเมเดยิน

จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมหรือต้นเดือนสิงหาคมเป็นประจำทุกปี โดยเป็นเทศกาลที่มีมากว่า 60 ปีเเล้วโดยจะมีการประกวดไม้ดอกไม้ประดับ เเละมีขบวนเเห่ดอกไม้ที่มีความสวยงามเเละยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก โดยในเเต่ละปีจะมีการจัดงาน 5-7 วันด้วยกัน ทำให้บรรยากาศของเมืองเมเดยินนั้นมีความสวยงามของดอกไม้เป็นอย่างยิ่ง

Image result for เทศกาลแบล็คส์ แอนด์ ไวท์ส

เทศกาลแบล็คส์ แอนด์ ไวท์ส

จัดขึ้นที่เมืองปาสโต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโคลอมเบีย ในช่วงเดือนมกราคม โดยผู้ร่วมงานจะมีการสวมชุดโทนสีขาวดำออกมาร่วมขบวนพาเหรด โดยเป็นการสื่อถึงสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือความเท่าเทียมกันนั่นเอง นับว่าเป็นเทศกาลที่มีความน่าสนใจอีกเทศกาลของโคลอมเบีย

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจของประเทศโคลอมเบีย

ประเทศโคลอมเบีย (Colombia) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐโคลอมเบีย มีขนาดประมาณ 2 เท่าของประเทศไทย ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของทวีปอเมริกาใต้จึงเป็นช่องทางการค้าสำคัญมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม โดยมีเมืองคาตาเฮน่าเป็นเมืองสำคัญ และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้

สภาพภูมิศาสตร์ของโคลอมเบีย แบ่งเป็น 5 เขต คือ เขตชายฝั่งแปซิฟิก (เมืองสำคัญ คือ บารังคิล่าและคาตาเฮน่า) เขตเทือกเขาแอนดีส ซึ่งเป็นเขตประชากรหนาแน่น (เมืองสำคัญ คือ โบโกต้า เมเดลิน และกาลี), เขตทุ่งหญ้าที่ราบเขตป่าแอมะซอน และ เกาะต่างๆ เห็นได้ว่ามีความหลากหลายมากๆ ชายหาดก็สวย มีภูเขาสูง ภูเขาไฟ ป่าดงดิบ ไร่กาแฟ ฯลฯ

ทีนี่มาดูกันดีกว่าว่าประเทศนี้มีอะไรน่าเที่ยว มีที่ไหนน่าสนใจบ้าง ขอบอกครบถ้วนทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม

Image result for Bogota

1. กรุงโบโกต้า (Bogota) เมืองหลวงของประเทศที่เก่าแก่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 5 ศตวรรษ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของโคลอมเบีย อากาศหนาวเย็นตลอดปีเพราะตั้งอยู่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 2,600 เมตร เมื่อมาถึงเมืองหลวงโบโกต้าต้องไม่พลาดที่จะมาเดินเล่นที่ ย่านแคนเดอลาเรีย (La Candelaria) ย่านประวัติศาสตร์ที่ได้มีการรักษาและบูรณะอาคารและสิ่งก่อสร้างเก่าแก่นับร้อยปี รวมถึงโบสถ์ที่มีอายุกว่า 400 ปีอย่างโบสถ์ซานฟรานซิสโก (San Francisco Church)

Image result for Monserrate

2. ยอดเขามองเซอร์รัต (Monserrate) เป็นเทือกเขาที่สูงกว่า 3,152 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง บนยอดเขามีโบสถ์เก่าแก่ และถือได้ว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในเมืองโบโกต้า การไปเที่ยวยอดเขาแห่งนี้ต้องขึ้นเคเบิ้ลคาร์ไป

Image result for Gold Museum – El Museo del Oro

3. พิพิธภัณฑ์ทองคำ (Gold Museum – El Museo del Oro) เป็นพิพิธภัณฑ์ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในจัดแสดงเครื่องใช้ เครื่องประดับ และข้าวของที่ทำจากทองคำในช่วง Pre-Hispanic มีชิ้นงานล้ำค่าจัดแสดงกว่า 55,000 ชิ้น นอกจากนี้ที่ชั้นสองและชั้นสามของพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ขุดพบในโคลอมเบียซึ่งบอกเล่าถึงวัฒนธรรมและการดำรงชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองในอดีต

Image result for Salt Cathedral of Zipaquira

4. วิหารเกลือซีปากีรา (Salt Cathedral of Zipaquira) ตั้งอยู่ที่เมือง ซิปปาคิวล่า (Zipaquira) วิหารเกลือแห่งนี้เจาะเข้าไปภายในเหมืองเกลือใต้ดินลงไปประมาณ 200 เมตร โดยแรกเริ่มเป็นแค่อุโมงค์เหมืองเกลือธรรมดาแต่คนงานเหมืองกันพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้เป็นสถานที่สำหรับสวดมนต์เพื่ออ้อนวอนพระเจ้าให้คุ้มครองระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเหมือง ภายในมืดและตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถัน เมื่อเดินเข้าไปตามทางแคบๆ จะเห็นแท่นบูชาตั้งอยู่สุดปลายทาง วิหารแห่งนี้สูง 22 เมตร ภายในจุคนได้ถึง 8,000 คน ปัจจุบัน เหมืองเกลือแห่งนี้ไม่ได้ผลิตเกลือแล้ว เหลือเพียงแต่วิหารไว้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว

Image result for ไร่กาแฟโคลอมเบีย

5. ไร่กาแฟที่เมืองฟูซาซูกา (Fusagasuga) ถ้าไปถึงโคลอมเบียแล้วต้องไปเยือนไร่กาแฟและชมกระบวนการผลิตกาแฟให้ได้ เพราะประเทศนี้ผลิตกาแฟเพื่อส่งออกมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก บราซิล และเวียดนาม กาแฟที่มีชื่อคือ ซูรีโม (Suremo) เป็นกาแฟอาราบิก้าที่รสชาติดี ผ่านกรรมวิธีการล้างโดยวิธีแบบเปียก ไม่มีรสเปรี้ยว ผสมโดย “สตาร์บัค”

เมืองฟูซาซูกาเป็นเมืองเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่สมัยอาณานิคม ไร่กาแฟที่เมืองนี้อยู่บนเทือกเขาที่มีอากาศเย็นตลอดปีเนื่องจากอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,765 เมตร

Image result for Carnival of Barranquilla

6. งานคาร์นิวัลแห่งเมืองบาร์รังกียา (Carnival of Barranquilla) ขบวนแห่ในเทศกาลของชาวคาทอลิคที่ยิ่งใหญ่รองจากที่เมืองริโอฯ แต่ละปีมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,500,000 คน ถือได้ว่าเป็นงานคาร์นิวัลที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลกจนองค์การยูเนสโก้ (UNESCO) ยกย่องให้เป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” เมื่อปี 2003

เมืองบาร์รังกียา (Barranquilla) เป็นเมืองท่าอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ใกล้กับทะเลแคริบเบียน สามารถเดินเที่ยวชมสถาปัตยกรรมแบบอาร์ทเดคโค่ (Art Deco) และสถานที่สำคัญๆ ของเมือง

Image result for Cartagena

7. เมืองคาร์ตาเฮนา (Cartagena) ประตูสู่แคริบเบี้ยนใต้ นับได้ว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งของทวีปอเมริกาใต้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ในปีค.ศ 1984 ปัจจุบันเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของโคลอมเบียเพราะเป็นเมืองท่าจอดเรือสำราญล่องทะเลแคริบเบี้ยน นอกจากมี ชายหาดโบกาเกรนเด้(Bocagrande) อันขึ้นชื่อแล้ว ยังมี เกาะโรซาริโอ (Rosario Islands), เขตเมืองเก่าแห่งการ์ตาเคนา (Old Town), หอคอยโตเร เด เรลอค (Torre de Reloj) ซึ่งเป็นหอนาฬิกาที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองการ์ตาเคนา, ย่านเคทเซมานี (Getsemaní), จตุรัสปลาซ่า เดซาน เปโดร (Plaza de San Pedro) จตุรัสที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง, รูปปั้นหญิงอ้วน (La gordita) รังสรรค์โดยศิลปินชาวโคลอมเบียที่มีชื่อเสียงระดับโลก, มหาวิหารแห่งเมืองการ์ตาเคนา (Catedral de Cartagena) มหาวิหารที่สำคัญที่สุดของเมือง เป็นต้น

Image result for The River of the Five Colors

8. แม่น้ำ 5 สี (The River of the Five Colors) ได้รับการยกย่องว่าเป็นแม่น้ำที่สวยที่สุดในโลก รู้จักกันในชื่อ “แม่น้ำคาโญ่ คริสตาเลส” (Caño Cristales) ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Serranía de la Macarena ในเมือง ลา มาการีนา (La Macarena) จริงๆ แล้วสีที่มองเห็นโดยเฉพาะสีแดง สีชมพู และสีเขียวเกิดจากพืชใต้น้ำ คือ หญ้ามอสและสาหร่ายที่เจริญเติบโตบนหินและบริเวณน้ำตกหรือที่ๆ น้ำไหลแรงในแม่น้ำตื้นๆ จึงทำให้มองเห็นว่าแม่น้ำมีหลายสี แม่น้ำ 5 สีจะสวยงามที่สุดในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน

 

The river of the five colors (แม่น้ำ 5 สี)

แม่น้ำ 5 สีเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าThe river that run away to paradise หรือแม่น้ำสู่สรวงสวรรค์ ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่สวยที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศโคลอมเบีย ในเมือง Macarena La ซึ่งเป็นต้นน้ำ มีลักษณะเป็นธารหินตื้น ๆ น้ำใส พอแสงแดดส่องก็จะเห็นต้นหญ้า mosses และ algae ที่มีสีน้ำตาล  สีเขียว สีม่วง สีแดงอมม่วง และสีเขียว ผสมผสานกลมกลืนจนสายน้ำกลายเป็นสีฟ้าเข้ม

แม่น้ำ 5 สี เป็นแม่น้ำนี้อยู่ทางตอนเหนือของ ประเทศโคลัมเบีย ในเมือง Macarena La ซึ่งเป็นต้นน้ำ มีลักษณะเป็นธารหินตื้น ๆ ไม่มีดินโคลน น้ำที่นี่จึงใสแจ๋ว พอแสงแดดส่องก้นบึ้งด้านล่าง เราก็จะเห็นประติมากรรมใต้น้ำ ต้นหญ้า mosses และ algae ที่มีสีน้ำตาล หรือ สีเขียว เกือบตลอดทั้งปี และขอบอกว่าแม่น้ำสวยสายนี้ เป็นแม่น้ำที่สวยด้วยตัวเอง ไม่ได้สวยด้วยสภาพแวดล้อมหรือทิวทัศน์สองฟากฝั่งและภาพที่เห็นเป็นของจริงล้วน ๆ นะจ๊ะ โดยสิ่งที่แตกต่างจากแม่น้ำสายอื่น ๆ ก็คือ โขดหินที่ปกคลุมด้วย หญ้ามอส สีเขียว สีม่วง สีแดงอมม่วง และสีเขียว ผสมผสานกลมกลืนจนสายน้ำกลายเป็นสีฟ้าเข้ม อวดโฉมเปล่งประกายความงามหลากหลายให้ใครต่อใครต่างประทับใจไม่รู้ลืม เพราะทำให้แม่น้ำสายนี้งดงามดั่งสายรุ้งในฤดูฝน

ส่วนฤดูกาลที่เหมาะสมที่สุดในการมาเที่ยว จะเป็นช่วงรอยต่อสั้น ๆ ระหว่างฤดูฝน กับ ฤดูร้อน เพราะระดับน้ำกำลังพอดี พืชน้ำแต่ละชนิดจะพากันชูช่อออกดอกหลายหลากสีสัน ตัดสลับสีฟ้า สีเขียว สีดำ สีแดงเต็มสองฟากฝั่ง และในก้นแม่น้ำด้วย บรรดานักท่องเที่ยวจึงใจจดใจจ่อรอคอยด้วยใจอยากมาสัมผัส ซึ่งตลอดระยะความกว้างของแม่น้ำ 5 สี 20 เมตร ความยาวกว่า 100 กิโลเมตร นับเป็นความมหัศจรรย์มาก อีกอย่างความงดงามนี้ยังไม่ได้ถูกกระทบกระเทือนด้วย

ปราสาท San Felipe, Cartagena

ปราสาท San Felipe de Barajas หรือ Castillo San Felipe de ในเมือง Cartagena สร้างเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมบนยอดเขา โดยปราสาทได้ถูกทำลายและถูกซ่อมแซมขึ้นมาใหม่หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า ก้อนหินบล็อกที่ใช้ในการสร้างปราสาทนั้นถูกชะโลมไปด้วยเลือดของทาสชาวผิวดำ เพราะ Cartagena เป็นหนึ่งในเมืองท่าค้าทาสของสเปน และในปีค.ศ. 1984 องค์การยูเนสโกก็ได้จดทะเบียนสถานที่นี้ให้เป็นมรดกโลก

ปราสาท San Felipe de Barajas เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของ Cartagena; สถานที่ท่องเที่ยวโดยนักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดที่เดินทางไปยังเมือง นอกจากนี้ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งซึ่งยาวนานกว่า 480 ปี ปราสาทได้รับการรุกรานโดยโจรสลัดนายพลและนายยักษ์ใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน แต่ยืนอย่างภาคภูมิใจจนถึงทุกวันนี้

พระมหากษัตริย์อันรุ่งโรจน์ของเครือข่ายการป้องกันของกาตาร์ในจักรวรรดิสเปนได้เริ่มขึ้นเมื่อปีพ. ศ. 1536 เมื่อถูกเรียกว่าปราสาทซานลาเรซา โจรสลัดสัญจรในทะเลแคริบเบียนในสมัยนั้นมีสายตาของพวกเขาได้รับการแก้ไขเกี่ยวกับความมั่งคั่งของเมือง Cartagena de Indias เมืองที่เต็มไปด้วยผลกำไรจากอุตสาหกรรมการเดินเรือและการค้าทาสที่พึ่งพอง สเปนจำเป็นต้องปกป้องทรัพย์สินที่มีค่าของพวกเขาและพวกเขาสร้างกำแพงป้องกันที่ปัจจุบันล้อมรอบเมืองเก่ารวมทั้งป้อมยุทธศาสตร์ที่สำคัญหลายแห่ง ที่น่าประทับใจที่สุดมองข้ามเมืองจากด้านบนของเนินเขาสูง 130 ฟุตตำแหน่งที่ดีเลิศกับมุมมองของผู้บังคับบัญชาของอ่าวที่ด้านหน้าของ Cartagena

ปราสาทที่ยังคงยืนอยู่ในปัจจุบันได้ขยายอย่างมีนัยสำคัญในปี ค.ศ. 1657 และเปลี่ยนชื่อเป็น Philip IV of Spain เริ่มด้วยปืนใหญ่เพียงแปดและกองทหารขนาดเล็กจำนวน 20 นายและพลทหารสี่คนปราสาทนี้ก็ได้ถูกขยายขึ้นอีกครั้งเมื่อปีพ. ศ. 2306 โดย Antonio de Arévalo ได้รับการซ่อมแซมและปรับปรุงเพิ่มเติมโดยJosé de Herrera y Sotomayor ในปีพ. ศ. 2282 ซานเฟลิเปมักต้องการการซ่อมแซมเนืองจากนิสัยที่เคราะห์ร้ายการ์ตานามีไว้เพื่อดึงดูดการรุกรานของโจรสลัด

ปราสาทแรกตกสู่การโจมตีในปีค. ศ. 2240 โดยเซอร์เบอร์นาร์ด Desjean เซอร์เบีย, Barón de Pointis และ Jean Baptiste Ducasse ในช่วงสงครามของ Grand Alliance ความขัดแย้งระหว่างเก้าปีระหว่าง Louis XIV และรัฐบาลยุโรป จักรวรรดิสเปน การซ่อมแซมภายหลังของ Sotomayor รวมถึงการเสริมสร้างความสามารถในการป้องกันของป้อมปราการด้วยนอกเหนือจากป้อมปราการและป้อมปืนพิเศษ การเพิ่มเติมเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในปี ค.ศ. 1741

ในปี ค.ศ. 1741 ในช่วงสงครามเก้าปีที่เรียกว่า War of Jenkins ‘Ear – เรียกว่าเพราะเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งถูกหว่านเมื่อกัปตันเรือสินค้าชาวอังกฤษชื่อ Robert Jenkins เสียชีวิตในการเผชิญหน้ากับหน่วยยามฝั่งของสเปนระหว่างอังกฤษ และสเปนพลเรือเอกเอ็ดเวิร์ดเวอร์นอนโจมตีเมืองการ์ตาเฮน่า สิ่งที่ตามมาคือการสูญเสียการรุกของสหราชอาณาจักรขณะที่พลเรือตรีบลาสเดอเลอโซชาวสเปนช่วยปกป้องเมืองได้สำเร็จช่วยไม่ให้เกิดแรงต้านในปราสาทซานเฟลิ ชาวอังกฤษเสียชีวิตประมาณ 10, 000 คนในการรบ – หลายคนยอมรับกับไข้เหลือง – โดยมีผู้ลอบสังหารปราสาทประมาณ 3, 000 คน เมืองนี้ได้รับการปกป้องจาก 23, 000 กองกำลังอังกฤษและเรือ 186 ลำโดยมีเรือเพียง 3, 000 ลำและเรือหกลำ

ปราสาทถูกโจมตีอีกครั้งในช่วงสงครามอิสรภาพของสเปนในอเมริกาเมื่อกองกำลังสเปนอยู่ภายใต้การบัญชาการของ Pablo Morillo ถึงเมืองในปี ค.ศ. 1815 เมื่อถึงปลายปี Cartagena ตกลงไปและความสมบูรณ์ของ Grenada ใหม่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ Royalist ควบคุมโดยพฤษภาคม 1816 เน้นบทบาทเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของเมืองในการปกป้องจักรวรรดิ

ปัจจุบันการเยี่ยมชมปราสาท San Felipe เป็นเรื่องที่สงบมากขึ้นอย่างแน่นอนโดยมีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยี่ยมชมเพื่อเดินสำรวจกำแพงปราสาทสำรวจอุโมงค์ใต้ดินที่อยู่ใต้กำแพงและถ่ายรูปกับปืนใหญ่ 68 ชิ้นของ San Felipe ในปีพ. ศ. 2527 ยูเนสโกระบุปราสาทพร้อมด้วยเมืองเก่าของเมืองการ์ตาเฮนาเป็นมรดกโลก ปราสาทจนถึงจุดนั้นตกลงไปในสภาพทรุดโทรมกับพืชคลุมผนัง ปราสาทอันยิ่งใหญ่เมื่อความภาคภูมิใจของสถาปัตยกรรมทางทหารของสเปนในโลกใหม่ถูกใช้โดยรัฐบาลโคลัมเบียในฐานะสถานที่สำหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและสังคมตั้งแต่ปี 2533 ยังคงเป็นที่น่ากลัวและน่าประทับใจเช่นเคย, สูงตระหง่านเหนืออ่าวของ Cartagena

เมืองคารตาเฮน่า

เมืองคารตาเฮน่า เดิมเคยเป็นเมืองขนส่งที่สำคัญของสเปน ชาวสเปนจึงได้ทำการก่อสร้างป้อมและกำแพงป้องกันเมืองอย่างแน่นหนา ที่ในปัจจุบันยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก ในปีค.ศ. 1984 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนเมือง Cartagena ให้เป็นเมืองเก่ามรดกโลก (World Heritage Site)

Cartagena เป็นจุดหมายปลายทางเด่นที่มีผู้อยู่อาศัย 950,000 คน แนะนำให้พักที่ ส่วนในกำแพงเมืองคาร์ตาเฮนา แล้วออกไปสำรวจเมืองสุดคึกคักแห่งนี้กันเลย ส่วนในกำแพงเมืองคาร์ตาเฮนา อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของย่านใจกลางเมืองประมาณ 0.2 กม. นักท่องเที่ยวสามารถบินมา ส่วนในกำแพงเมืองคาร์ตาเฮนา โดยลงที่ สนามบินนานาชาติ Rafael Nunez ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 4 กม.

Cartagena เป็นเมืองที่น่าสนใจที่มีประชากรประมาณ 950,000 คน สำหรับใครที่จะไป เราขอแนะนำให้พักใน ส่วนในกำแพงเมืองคาร์ตาเฮนา ถ้าบินมาลง สนามบินนานาชาติ Rafael Nunez เดินทางต่อไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 4 กม. ไม่นานก็จะถึง ส่วนในกำแพงเมืองคาร์ตาเฮนา ซึ่งที่นั่นก็ใกล้กับใจกลางเมืองแค่ 0.2 กม.

แคนเดอลาเรีย (La Candelaria)

ย่านประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ แคนเดอลาเรีย ใจกลางกรุงโบโกตาซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ โดยกรุงโบกาตาเจริญเติบโตมาจากจุดๆนี้ ถนนแถบนี้จะปูด้วยก้อนหิน

และมีอาคารบ้านเรือนที่เก่าแก่นับร้อยปี รวมไปถึงโบสถ์อายุกว่า 400 ปี ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับตึกสูงระฟ้าสไตล์โมเดิร์นที่เพิ่งก่อสร้างขึ้น

พิพิธภัณฑ์โบเทโร

พิพิธภัณฑ์โบเทโร ศิลปะร่วมสมัยในโบโกตาขณะที่คุณเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และแกเลอรีที่สำคัญที่สุดของเมือง คุณจะได้พบกับศิลปินยอดนิยมดาวรุ่งในชุมชนที่มีชีวิตชีวาแห่งนี้ และได้ชื่นชมงานคอลเลกชันส่วนตัวของหนึ่งในศิลปินที่โด่งดังที่สุดในละตินอเมริกาอย่างใกล้ชิด

หลังเดินทางออกจากโรงแรมด้วยบริการไปรับ มุ่งหน้าไปยังพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ของโบโกตา หรือที่เรียกกันว่า MAMBO พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้มีผลงานที่สำคัญจากบางส่วนของศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดทั้งในประเทศและจากทั่วโลก สำรวจห้องจัดแสดงนิทรรศการเพื่อพบกับคอลเลกชันมากมายของประติมากรรมภาพพิมพ์ ภาพวาดการ์ตูน ภาพวาดสื่อผสม และหนึ่งในคอลเลกชันของภาพถ่ายที่ใหญ่ที่สุดในโคลัมเบีย

เดินต่อไปยัง La Candelaria ย่านใกล้เคียงที่มีสีสันของยุคโคโลเนียลเพื่อเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โบเทโร ที่ซึ่งคุณจะได้ชมคอลเลกชันส่วนตัวของศิลปินรูปลักษณ์และประติมากรนามว่า เฟอร์นันโด โบเทโร ที่ได้บริจาคผลงานศิลปะของเขา 123 ชิ้นให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ รวมถึงผลงานอีก 85 ชิ้นจากศิลปินทั่วโลก อัศจรรย์ใจไปกับการนำเสนองานที่เปี่ยมไปด้วยความรื่นรมย์ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โบเทอริสโม” และชมผลงานของโมเนต์ โบแดง และเดอกาในยุคปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 อย่างใกล้ชิด

ดำดิ่งลึกลงไปในบรรยากาศของชุมชนงานศิลปะสมัยใหม่พร้อมเยี่ยมชมแกลเลอรี 3 แห่งที่จัดแสดงศิลปะที่ดีที่สุดแห่งโคลัมเบียและละตินอเมริกา ก่อนเดินทางกลับไปยังโรงแรมของคุณ ปิดท้ายช่วงบ่ายให้สมบูรณ์แบบด้วยอาหารกลางวันรสเลิศที่ร้านอาหารในท้องถิ่น

ยอดเขา Monserrate

ทัศนียภาพเมืองแบบเต็มๆ ตา สัตว์ป่าพื้นเมืองและโบสถ์ที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ทำให้ Monserrate เป็นสถานที่ที่ต้องมาเที่ยวชมของโบโกตา ภูเขาสูง 3,152 เมตรที่มองเห็นได้จากหลายจุดของเมืองแห่งนี้ได้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่งดงามของเมืองโบโกตา

 

 

นั่งกอนโดลาขึ้นไปบนยอดเพื่อชมทิวทัศน์แบบมุมสูงแบบพาโนรามา และชมทิวทัศน์เมืองโบโกตาที่กลายเป็นจุดเล็กๆ นั่งกระเช้าไฟฟ้าที่มีหลังคาเป็นกระจก สามารถมองเห็นทัศนียภาพพรรณไม้บนภูเขาได้อย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวที่พลังเหลือเฟืออาจต้องการเดินขึ้นไปบนยอดผ่านเส้นทางที่เลื้อยผ่านป่า ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงหากเดินไป

พรรณไม้อันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกหลากหลายชนิด ชมเพียงพอนและสุนัขจิ้งจอก รวมถึงนกฮัมมิงเบิร์ด นกนางแอ่นและนกกระจิบ เพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพจากดาดฟ้าชมวิวและมองหาสถานที่สำคัญของเมืองบนยอดเขา รวมถึง Guadalupe Hill และ Plaza de Toros de Santamaría (Santamaría Bullring) นั่งพักที่ร้านอาหารบนภูเขาหรือค้นหามุมเด็ดๆ บนดาดฟ้าชมวิวและเพลิดเพลินกับการปิกนิก

แวะชม Sanctuary of Monserrate ซึ่งเป็นโบสถ์ปูนขาวที่มีเสน่ห์แบบโบราณสร้างไว้บนยอดภูเขาในช่วงศตวรรษที่ 17 รูปปั้นของ El Señor Caido (Fallen Lord) บนยอดเขาถือเป็นสถานที่แสวงบุญยอดนิยม ตัวโบสถ์และภูเขาตั้งชื่อตามภูเขา Montserrat ในบาร์เซโลนา

Monserrate ที่ปรากฏอยู่ตรงมุมทางตะวันออกเฉียงเหนือของใจกลางเมืองโบโกตา ถือเป็นจุดที่สามารถเดินทางมาถึงได้ง่ายด้วยระบบขนส่งสาธารณะ อย่างเช่นรถโดยสารประจำทางและรถไฟใต้ดิน รถนักท่องเที่ยวยังจอดรับส่งผู้โดยสาร ณ จุดเริ่มต้นของกอนโดลาและสถานีกระเช้าไฟฟ้า คุณอาจต้องการร่วมทัวร์เพื่อชมสถานที่ท่องเที่ยวในละแวกใกล้เคียง รวมถึง Casa Quinta Museo de Bolívar และ Torre Colpatria ได้

พิพิธภัณฑ์ทองคำ

พิพิธภัณฑ์ทองคำ (Gold Museum – El Museo del Oro) นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ทองคำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เเละมีความน่าสนใจของข้าวของเครื่องใช้เเละเครื่องประดับที่นำมาจัดเเสดงอย่างมากมายมากกว่า 55,000 ชิ้น โดยอาคารพิพิธภัณฑ์ที่มีความสูงสามชั้นนั้นอัดเเน่นไปด้วยสิ่งล้ำค่ามากมาย โดยที่ชั้นสองจะจัดเเสดงโบราณวัตถุที่เป็นทองคำเเละสามารถขุดค้นได้จากดินเเดนเเห่งนี้ เเละมีการนำทองคำเข้าใช้ในวิถีชีวิตของชาวโคลอมเบียอย่างมากมาย

พิพิธภัณฑ์ทอง ( สเปน : El Museo เดล Oro ) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในโบโกตา , โคลอมเบีย มันเป็นหนึ่งในไฮไลท์การท่องเที่ยวที่เข้าชมมากที่สุดในประเทศ พิพิธภัณฑ์ได้รับนักท่องเที่ยวประมาณ 500,000 คนต่อปี

พิพิธภัณฑ์จัดแสดงทองคำpre-Columbian ที่ได้รับการคัดสรรและโลหะผสมโลหะอื่น ๆ เช่นTumbagaและมีการรวบรวมสิ่งประดิษฐ์ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในห้องจัดแสดงนิทรรศการที่ชั้นสองและชั้นสาม สิ่งของเหล่านี้ประกอบไปด้วยเครื่องปั้นดินเผาหินเปลือกหอยไม้และสิ่งทอทำจากวัฒนธรรมชนเผ่าโบราณที่ทำจากโลหะศักดิ์สิทธิ์แสดงถึงชีวิตและความคิดของสังคมที่แตกต่างกันซึ่งอาศัยอยู่ในโคลอมเบียในปัจจุบันก่อนการพิชิตสเปน อเมริกา

ประวัติ

ในปี 1934 ที่ธนาคารแห่งสาธารณรัฐเริ่มช่วยในการปกป้องโบราณคดี มรดกของโคลอมเบีย วัตถุที่เรียกว่าPoporo Quimbayaเป็นวัตถุแรกในชุดสะสม มีการจัดนิทรรศการมานานกว่า 70 ปี พิพิธภัณฑ์ในวันนี้บริหารงานโดยBanrepcultural

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่ตั้งของMuisca แพอันโด่งดังที่พบในPascaในปี 1969 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพิธีของzipa (ไม้บรรทัด) ใหม่ของBacatáซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับตำนานEl Dorado ทายาทของหัวหน้าเผ่าสันนิษฐานว่ามีอำนาจด้วยการถวายเทพเจ้าอันยิ่งใหญ่ ในการเป็นตัวแทนนี้เขาเห็นยืนอยู่ตรงกลางของแพล้อมรอบด้วยหัวหน้าเป็นต้นมาทั้งหมดของพวกเขาประดับด้วยทองคำและขนนก

หลังจากทศวรรษของการทำงานพิพิธภัณฑ์ได้รับการขยายและปรับปรุงในเดือนตุลาคม 2008 ด้วยการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์จัดนิทรรศการถาวรในห้าห้องที่มีวัตถุทางโบราณคดีและห้องโต้ตอบ นอกจากนี้ยังเพิ่มหอประชุมห้องจัดนิทรรศการชั่วคราวบางแห่งร้านกาแฟร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก

ยอดเขามองเซอร์รัต

ยอดเขามองเซอร์รัต (Monserrate)เป็นยอดเขาที่มีความสูงอย่างมากกว่า 3,152 เมตรตั้งอยู่ใจกรุงโบโกต้า นับว่าเป็นหนึ่งในเเลนด์มาร์คที่สำคัญของโคลอมเบีย เพราะนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการของเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปชมความสวยงามของเมืองหลวงได้เเบบ 360 องศาเเละเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจไปชมความสวยงามของพระอาทิตย์ขึ้นเเละตกเป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นอีกจุดที่ไม่ควรพลาดมาเที่ยวชมกัน

ภูเขา Cerro de Monserrate ตั้งตระหง่านเหนือเมืองโบโกตาเหนือเส้นขอบฟ้าของเมืองหลวงของโคลัมเบีย คริสตจักรสูงขึ้นไปบนภูเขาเป็นหนึ่งในเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในขณะที่การในมุมมองจากยอดเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ต้องทำ นี่คือแนวทางขั้นสูงสุดของเรา

ประวัติศาสตร์
Monserrate ได้รับการพิจารณาให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญมาตั้งแต่ก่อนการมาถึงของสเปน: คนพื้นเมือง Muisca ในท้องถิ่นเรียกว่าภูเขาquijicha cacaหรือ ‘เท้าของยาย’ และถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเพณีทางศาสนาของพวกเขาเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่าดวงอาทิตย์ขึ้น ด้านหลังภูเขาโดยตรงระหว่างอายันในเดือนมิถุนายน สิ่งนี้สามารถมองเห็นได้จาก Plaza Bolivar ที่ทันสมัยและมีความคิดว่าทำไมโบสถ์แห่งแรกของเมืองถูกสร้างขึ้นที่นี่

ในยุคอาณานิคมกลุ่มศาสนาที่รู้จักกันเป็นภราดรภาพของ Vera Cruz ขออนุญาตที่จะสร้างสถานที่พักผ่อนทางศาสนาเล็ก ๆ อยู่ด้านบนของภูเขาซึ่งพวกเขาตั้งชื่อตาม Morena เวอร์จินมอนต์เซอร์รัตใกล้กับบาร์เซโลนา เมื่อเวลาผ่านไปรูปปั้นนักบุญซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของ Monserrate ถูกแทนที่ด้วยความสำคัญโดย El SeñorCaído (‘The Fallen Lord’) ซึ่งเป็นร่างของพระเยซูที่ถูกลบออกจากกางเขน ศาลของ El SeñorCaídoยังคงเป็นเหตุผลหลักสำหรับผู้ศรัทธาที่จะเยี่ยมชมคริสตจักรของ Monserrate วันนี้

ทุกวันนี้ภูเขาและโบสถ์กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญบางคนถึงกับคลานคุกเข่า! – และการขึ้นไปสู่จุดสูงสุดนั้นง่ายกว่าที่เคย: ในปี 1929 มีการเปิดเส้นทางรถไฟแบบกระเช้าไฟฟ้าและอีกไม่กี่ทศวรรษต่อมาในปี 1955 เมืองเปิดตัวเส้นทางเคเบิลคาร์