โคลอมเบียจัดเทศกาล ‘ขาวดำ’

เทศกาลประจำปี แบล็คส์ แอนด์ ไวท์ส ที่เมืองปาสโต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโคลอมเบีย เริ่มเปิดงานตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม และจะปิดงานในวันนี้ (7 ม.ค.) และผู้เข้าร่วมงานต่างสวมชุดโทนสีขาวดำ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียว และความเท่าเทียม มาฉลองในงานที่มีเพื่อความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม

นอกจากนี้ เทศกาลนี้ยังมีการแบ่งวันสีขาวและสีดำ โดยในวันสีขาว ศิลปินจะทำการแสดงในขบวนพาเหรดด้วยชุดสีสันหลากหลาย ส่วนในวันสีดำ ผู้เข้าร่วมงานจะทาหน้าเป็นสีดำเพื่อระลึกถึงการเลิกทาส

นายโรเบิร์ต กาซาร์ท นักท่องเที่ยวรายหนึ่ง กล่าวว่า การฉลองที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมเป็นงานที่ดี และมีความสนุก ผู้คนก็ชื่นชอบดนตรีในงาน ส่วนนายกุสตาโว คอร์โดบา กล่าวว่า ทุกคนพร้อมใจกับทาหน้าเป็นสีดำ เพื่อความเท่าเทียม ความยุติธรรม เพราะทุกคนต่างเป็นมนุษย์เหมือนกัน

เทศกาลคาร์นิวัลประจำปี แบล็คส์ แอนด์ ไวท์ส ถือเป็นเทศกาลใหญ่ของโคลอมเบีย ซึ่งองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ขึ้นบัญชีเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมนุษยชาติเมื่อปี 2552

ทรัพยากรธรรมชาติในโคลอมเบีย

ความมั่งคั่งธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของโคลอมเบีย แต่ก็มีเงินฝากของทองแดงเหล็กนิกเกิลทอง (ผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา) และอื่น ๆ อีกมากมาย ประเทศที่มีความพอเพียงในรวมทั้งถ่านหินและน้ำมัน แต่ถ้าเรายังคงที่จะบริโภคในอัตราวันนี้ประเทศที่แปดปีที่ผ่านมาต้องเริ่มต้นการนำเข้าน้ำมันในระดับที่มีขนาดใหญ่จะสนับสนุนตัวเอง เหล่านี้ทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีความสำคัญสำหรับเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็ต้องไม่เป็นประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรของพวกเขามากเพราะการขนส่งในโคลัมเบียถูกขัดขวางโดยสภาพถนนไม่ดีในภูเขาเข้าและส่งออก

ทรัพยากรธรรมชาติในโคลอมเบีย

โคลอมเบียปัจจุบันมียอดการค้าเชิงลบซึ่งหมายความว่าประเทศที่มีการนำเข้ามากกว่าการส่งออก บางส่วนของสินค้าส่งออกหลักของประเทศที่มีเครื่องชงกาแฟ, ถ่านหิน, นิกเกิลกล้วยและน้ำมัน คู่ค้าหลักของประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาซึ่งถือประมาณ 30% ของตลาดส่งออกที่โคลอมเบีย หลังจากที่สหรัฐเป็นหลักประเทศเพื่อนบ้านเวเนซุเอลาและเอกวาดอร์ซึ่งมีการซื้อขาย การส่งออกที่ไม่ได้รวมอยู่ในสถิติ แต่ที่จะนำประเทศประมาณหกพั​​นล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปีเป็นโคเคน การส่งออกโคเคนเพิ่มขึ้น 1,000% ระหว่างปี 1991 และปี 2001 และขณะนี้บัญชีสำหรับหนึ่งในห้าของประเทศที่ส่งออกทั้งหมด เพียงแค่ค้ายาเสพติดเป็นพื้นฐานสำหรับสงครามกลางเมืองนองเลือดมากที่ตอนนี้ที่เกิดขึ้นในประเทศโคลอมเบีย
สินค้านำเข้าหลักของประเทศเป็นเครื่องที่ไม่สามารถผลิตตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมและอุปกรณ์การขนส่ง นอกจากนี้ยังนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์กระดาษและไฟฟ้า เช่นเดียวกับการส่งออกการนำเข้ายิงในขอบเขตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ยังประเทศเช่นบราซิล, เม็กซิโก, จีนและญี่ปุ่น

ทรัพยากรธรรมชาติในโคลอมเบีย

ทรัพยากรธรรมชาติในโคลอมเบีย

ประชากรประเทศโคลอมเบีย

โคลอมเบียเช่นส่วนที่เหลือของทวีปอเมริกาใต้ยกเว้นบราซิล, พูดภาษาสเปนซึ่งขึ้นอยู่กับ conquistadors สเปนหรือ “conquistadors” ที่พวกเขาจะเรียกว่า เมื่อชาวสเปนเอาชนะอเมริกาใต้

พวกเขานำศาสนาของพวกเขามากเกินไปและดังนั้นจึงเป็นศาสนาประจำชาติในประเทศศาสนาคริสต์และ 90% ของประชากรที่อยู่คาทอลิก แต่มีประมาณ 3 ล้านโปรเตสแตนต์ในประเทศ
58% ของประเทศ 44 ล้านคนที่อาศัยอยู่มีเมสติซอสที่มีส่วนผสมของลูกหลานยุโรปพื้นเมืองและ / หรือแอฟริกาโคลอมเบีย กลุ่มประชากรที่ใหญ่เป็นอันดับสองเป็นคนผิวขาวที่ทำขึ้นในห้าของประชากรของประเทศ 14% ของมูแลตโตและส่วนที่เหลือของประชากรที่เป็นส่วนผสมของประชาชนที่แตกต่างกัน 65.1% ของประชากรที่อยู่ระหว่าง 15 และ 64 ปี ประมาณ 30% เป็น 14 และเหนือและ 5.5% เป็น 65 และ อายุขัยเฉลี่ยในโคลัมเบียเป็น 73 ปีสำหรับประชากรทั้งหมด 69 ปีสำหรับผู้ชายและ 77 สำหรับผู้หญิง
โคลอมเบียขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่สามของกลุ่มผู้เข้าชมการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายความว่าอัตราการเกิดและอัตราการตายเป็นธรรมได้และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นช้ากว่าก่อน แต่ก็ยังคงเพิ่มขึ้น

สภาพภูมิอากาศพืชและการเกษตร

เพราะอยู่ใกล้โคลอมเบียกับเส้นศูนย์สูตรของโลกคือความแตกต่างระหว่างฤดูกาลที่มีขนาดเล็กมาก อุณหภูมิตลอดทั้งปีอย่างต่อเนื่องและอยู่ที่ประมาณ 25-30 Cในที่ราบลุ่มและเป็นระดับความสูงที่เพิ่มขึ้นอุณหภูมิเฉลี่ย ในหุบเขาที่มีประชากรหนาแน่นแอนเดียนอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20 C

ส่วนใหญ่ของประเทศโคลัมเบียถูกปกคลุมด้วยป่าฝนเขตร้อน, ความต่อเนื่องของบราซิล Selva ที่มีข้อยกเว้นของเทือกเขาแอนดีและจังหวัด Guajira ที่ ในเทือกเขาแอนดีที่ 1,000-2,400 เมตรจากระดับความสูงผ่านป่าฝนในป่าภูเขาเช่นต้นเฟิร์นและไม้ไผ่ Guajiraprovinsen ซึ่งรวมถึงคาบสมุทร Guajira ประกอบด้วยทะเลทรายส่วนใหญ่ที่ยังคงเข้ามาในเวเนซูเอลาในภาคตะวันออก
หุ้นของโคลัมเบียของ GDP จากการเกษตรได้ลดลงประมาณ 50% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจของประเทศ ตอนนี้ 12% ของจีดีพีจากการเกษตรและการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่นป่าไม้การประมงและการล่าสัตว์ สินค้าเกษตรหลักในโกโก้ของประเทศอ้อยข้าวกล้วยและกาแฟ โคลอมเบียเป็นผู้ผลิตที่ใหญ่เป็นอันดับสามของกาแฟในโลกหลังจากที่บราซิลและเวียดนาม

ป่าแอมะซอนมีสิทธิเท่าบุคคล

โคลอมเบียให้ป่าแอมะซอนมีสิทธิเทียบเท่าบุคคลศาลโคลอมเบียตัดสินให้ป่าแอมะซอนมีสิทธิเทียบเท่าบุคคลตามกฎหมาย เพื่อให้รัฐบาลเร่งหามาตรการหยุดยั้งการทำลายป่าให้ได้ภายใน 4 เดือน

โคลอมเบียให้ป่าแอมะซอนมีสิทธิเทียบเท่าบุคคล

ศาลสูงสุดของโคลอมเบียตัดสินให้รัฐบาลขึ้นสถานะผืนป่าแอมะซอนให้เป็น ‘บุคคลที่ต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน’ ซึ่งหมายความว่าป่าฝนแอมะซอนได้รับสิทธิตามกฎหมายเทียบกับมนุษย์คนหนึ่ง ทำให้โคลอมเบียถือเป็นประเทศแรกในลาตินอเมริกาที่ตัดสินให้แหล่งธรรมชาติมีสถานะเป็นบุคคลเพื่อให้มีการคุ้มครองแหล่งธรรมชาติที่เข้มงวดขึ้น

ศาลสูงสุดของโคลอมเบียระบุว่า แม้จะมีความร่วมมือระหว่างประเทศและมีกฏเกณฑ์จำนวนมาก แต่เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลโคลอมเบียยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาการทำลายป่าแอมะซอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการไม่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ ทำให้บุคคลและสิ่งมีชีวิตไม่สามารถมีชีวิตรอดไปได้ ยังไม่นับรวมถึงสิทธิในการไม่สามารถปกป้องคนรุ่นใหม่และคนรุ่นหลังต่อไป

นอกจากนี้ ศาลได้สั่งให้รัฐบาลทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น รวมถึงกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเกษตร ร่วมหารือและเสนอแผนปราบปรามการทำลายป่าแอมะซอนภายในเวลา 4 เดือน

โคลอมเบียให้ป่าแอมะซอนมีสิทธิเทียบเท่าบุคคล

จากข้อมูลพบว่าป่าแอมะซอนในโคลอมเบียมีขนาดเทียบเท่ากับประเทศเยอรมนีและอังกฤษรวมกัน แต่ในช่วงปี 2015-2016 อัตราการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 44 ซึ่งการทำลายป่าก็มีจุดประสงค์ที่หลากหลายกันไป ตั้งแต่การถางป่าเพื่อเลี้ยงสัตว์ ทำเกษตร ปลูกต้นโคคา (วัตถุดิบสำหรับผลิตโคเคน) การทำเหมือง และการตัดไม้อย่างผิดกฎหมาย

คำตัดสินนี้มีขึ้นหลังจากที่คนรุ่นใหม่ 25 คนอายุตั้งแต่ 7-26 ปีรวมตัวกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อเดือนมกราคม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งความล้มเหลวของรัฐบาลในการหยุดยั้งการทำลายป่าแอมะซอนส่งผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของพวกเขา และละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อม อาหารและน้ำที่ดีต่อสุขภาพ

หลังการอ่านคำพิพากษา หนึ่งในโจทก์ยื่นฟ้องในครั้งนี้ระบุว่า คำตัดสินนี้มีความสำคัญต่อการปกป้องสิทธิของคนรุ่นต่อไป และถือเป็นคำตัดสินประวัติศาสตร์ที่จะช่วยอนุรักษ์ป่าและต่อสู้กับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงด้วย