เกิดเหตุท่อส่งน้ำมันโคลัมเบียถูกลอบวางระเบิดวานนี้

อีโคเปโตร (Ecopetrol) บริษัทน้ำมันของโคลอมเบีย ออกมาเปิดเผยวานนี้ว่า ท่อส่งน้ำมันทรานซานดิโนถูกลอบวางระเบิด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ท่อส่งน้ำมันดังกล่าวถูกลอบโจมตีเป็นครั้งที่ 7 ของปีนี้ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านในจังหวัดนาริโนของโคลอมเบีย

ทางบริษัทได้ประกาศข่าวดังกล่าวผ่านทวิตเตอร์ โดยระบุว่า “การโจมตีในครั้งนี้ได้ส่งผลให้ท่อแตกและมีน้ำมันไหลออกมา”

“โชคดีว่าในช่วงการโจมตีนั้นท่อส่งน้ำมันไม่ได้อยู่ในช่วงการทำงาน ทั้งนี้ ทางบริษัทได้ปิดวาล์วตามจุดต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบที่ตามมา”
อนึ่ง ท่อส่งน้ำมันทรานซานดิโนซึ่งมีความยาว 306 กิโลเมตรนั้น สามารถส่งน้ำมันดิบจำนวน 85,000 บาร์เรลต่อวันจากจังหวัดปูตูมาโยและนาริโน ไปยังตูมาโค ซึ่งเป็นพอร์ตที่สำคัญของละตินอเมริกัน

ทั้งนี้ อีโคเปโตรได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าว โดยระบุว่าการโจมตีในครั้งนี้ทำให้ผู้คนเสี่ยงอันตราย อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชุมชนอีกด้วย

แคนาดายืนยันพบผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 รายแรกในประเทศ

ทางการแคนาดายืนยันว่า พบผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโควิด-19 รายแรกในประเทศ โดยผู้เสียชีวิตเป็นผู้ป่วยในเมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย

นายบอนนี เฮ็นรี เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำรัฐ แถลงว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชายอายุ 80 ปีซึ่งพักอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุย่านลินวัลเลย์ เมืองแวนคูเวอร์ โดยหน่วยงานสาธารณสุขได้รายการการติดเชื้อของชายคนดังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเสียชีวิตในช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น

ทั้งนี้ ชายคนดังกล่าวติดเชื้อมาจากผู้ดูแลสุขภาพ ซึ่งพนักงานคนดังกล่าวได้ทำงานในที่อื่น ๆ ในแวนคูเวอร์ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ แคนาดายังพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในรัฐบริติชโคลัมเบียเพิ่มอีก 5 ราย ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยในรัฐดังกล่าวอยู่ที่ 32 ราย โดยผู้ป่วยกว่าครึ่งมีประวัติเดินทางไปอิหร่าน

ข้อมูล ณ วันจันทร์ระบุว่า แคนาดามีจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วประเทศอยู่ที่ 74 ราย

ฟ้าขาวช็อกประเดิมบู่เปิดโคปา

ทัพ “ฟ้าขาว” ทีมชาติอาร์เจนตินา ทำผลงานได้น่าผิดหวังอีกครั้ง เมื่อประเดิมสนามในศึก โคปา อเมริกา 2019 ด้วยการ พ่ายให้กับ “โคเคน” โคลอมเบีย 0-2 ในเกมรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา

โดยเกมนี้ทัพ “ฟ้าขาว” เสียสองประตู ในครึ่งหลังให้กับ โรเคร์ มาร์ตีเนซ และ ดูวาน ซาปาต้า ทำให้ต้องลุ้นหนัก ในอีก 2 นัดที่เหลือกับโอกาสผ่านเข้ารอบ ซึ่งนับเป็นการพ่ายแพ้เกมเปิดสนามโคปา อเมริกาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1979 เลยทีเดียว พร้อมกับเป็นการพ่าย โคลอมเบีย เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี หรือตั้งแต่ ปี 2007 ด้วย ซึ่งภายหลังเกม ลีโอเนล เมสซี่ ดาวยิงกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ได้ออกมากระตุ้นเพื่อนร่วมทีมให้รวมพลัง กันสู้ต่อในอีกสองเกมที่เหลือของรอบ แบ่งกลุ่ม

“ยังมีแง่มุมดีๆ จากเกมนี้ เราพร้อม ที่จะเผชิญความท้าทาย และไม่มีเวลามานั่งตำหนิอะไร เราต้องมองไปข้างหน้า เราต้องเชิดหน้าขึ้นและลุยต่อ เพราะยังมีเกมให้ลงเล่นอยู่” เมสซี่ กล่าว

“พวกเขาเก็บบอลได้ดีแต่ไม่ได้สร้างโอกาสทำประตูแบบจะแจ้งนัก, แต่เมื่อเราเดินหน้าบุกในครึ่งหลัง พวกเขา พังประตูได้ ตอนที่เราโชว์ฟอร์มที่ดีที่สุดออกมา, พวกเขายิงประตูที่ยอดเยี่ยมและ นั่นทำให้เราเสียหาย เราจะใช้มันเป็น บทเรียนในเกมถัดไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ เราเองมันยากกับการออกสตาร์ทด้วย ความพ่ายแพ้ แต่ถ้าเราชนะ ปารากวัย ได้ เราจะกลับมาอยู่ในสถานการณ์ที่ดีอีกครั้ง”
ทางด้าน ลีโอเนล สกาโลนี่ กุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา โบ๊ยสนามแข่งห่วยที่ ทำให้ทีมเล่นไม่ออกในเกมนี้ “ผมคิดว่า มันเป็นความห่วยแตกของสภาพสนาม เมื่อดูจากว่านี่เป็นการลงสนามเกมแรกเท่านั้น ผมไม่อยากจะคิดสภาพว่าสนามจะยิ่งแย่ แค่ไหนหากผ่านไป 2 หรือ 3 เกม มันควร จะดีกว่านี้สำหรับเกมแรก, กับนักเตะ ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่ห่วยแตกจริงๆ”

สำหรับ อาร์เจนตินา จะลงสนามเกมที่สองในกลุ่ม บี พบกับ ปารากวัย ในวันพฤหัสบดีนี้ตามเวลา

ทางด้านตลาดซื้อขายนักเตะล่าสุด “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมจ่ายเงินเป็นสถิติโลกในตำแหน่งกองหลังถึง 80 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัว แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ปราการหลังทีมชาติอังกฤษของ “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” เลสเตอร์ ซิตี้ มาร่วมทีม

โดย เอ็ด วูดเวิร์ด ซีอีโอของทัพ “ปีศาจแดง” ยังคง ไม่เลิกล้มแผนการในการดึงกองหลังทีมชาติอังกฤษรายนี้มา เสริมทีมและพร้อมอนุมัติเงินถึง 80 ล้านปอนด์ ให้ เลสเตอร์ ซิตี้ พิจารณา นอกจากนี้ จะยังจะมอบสัญญา 5 ปีพร้อมค่าเหนื่อย 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ให้กับกองหลังวัย 26 ปี รายนี้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นไม้เด็ดในการดึงนักเตะไปยัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้สำเร็จ และเป็นการตัดหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สนใจแนวรับรายนี้เช่นกัน

ทั้งนี้หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง แม็คไกวร์ จะกลายเป็นกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก แซงหน้า เวอร์กิล ฟาน ไดค์ ปราการหลัง ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่ย้ายมาจาก เซาแธมป์ตัน ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ทันที

บรรยายใต้ภาพ

ไปไม่เป็น : ลีโอเนล เมสซี่ ดาวเตะกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา โดน ราดาเมล ฟัลเกา และ วิลมาร์ บาร์ริออส 2 ผู้เล่น โคลอมเบีย เข้ารุมแย่งบอล ก่อนที่ทัพ “ฟ้าขาว” จะประเดิมพ่ายในศึก โคปา อเมริกา ให้กับ ทัพ “โคเคน” 0-2 ที่สนาม อารีน่า ฟอนเต้ โนว่า ประเทศบราซิล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

“หัวเว่ย” ชนะคดีศาลแคนาดากรณีขอดูหลักฐานเพิ่มเติมการจับกุมตัว “เมิ่ง หว่านโจว”

คณะทนายความของนางเมิ่ง หว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ของจีน ชนะการต่อสู้คดีในศาลแคนาดา หลังจากที่ผู้พิพากษาได้สั่งให้อัยการของแคนาดาส่งมอบหลักฐานและเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจับกุมตัวนางเมิ่ง

ทั้งนี้ นางเฮทเธอร์ โฮล์มส์ รองหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกาแห่งรัฐบริติช โคลัมเบีย เห็นด้วยกับทีมกฎหมายของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ให้มีการตรวจสอบหลักฐานสำหรับข้อกล่าวหาการจับกุมตัวนางเมิ่ง

แต่ผู้พิพากษาโฮล์มส์เตือนว่า คำตัดสินดังกล่าวมีขอบเขตที่จำกัด และไม่ได้สนับสนุนข้อกล่าวหาของหัวเว่ยที่ว่า ทางการแคนาดาจัดการกับข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกของนางเมิ่งโดยไม่เหมาะสม

นางเมิ่ง วัย 47 ปี ได้ถูกจับกุมตัวที่สนามบินนานาชาติแวนคูเวอร์เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2561 ตามการเรียกร้องของสหรัฐซึ่งกล่าวหาว่านางเมิ่งฉ้อโกงธนาคาร และชี้นำธนาคารเอชเอสบีซีในทางที่ผิดเกี่ยวกับธุรกิจของหัวเว่ยในอิหร่าน โดยนางเมิ่งระบุว่าเธอไม่ได้กระทำผิดและกำลังต่อสู้คดีที่แคนาดาจะส่งตัวเธอให้กับสหรัฐในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

นางเมิ่งได้ถูกซักถามโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของแคนาดาก่อนที่จะมีการจับกุมตัวเธอ และทนายความของนางเมิ่งได้ขอให้รัฐบาลแคนาดาส่งมอบเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจับกุมตัวนางเมิ่ง

คณะที่ปรึกษาด้านกฎหมายของนางเมิ่งได้ต่อสู้ในศาลแคนาดาเพื่อคัดค้านการส่งตัวนางเมิ่งในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนให้กับสหรัฐ โดยระบุว่า สหรัฐใช้กรณีการส่งตัวนางเมิ่งในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง และระบุว่า นางเมิ่งได้รับหมายค้น, ถูกสอบสวน และถูกควบคุมตัวแบบที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ของแคนาดาในนามของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ

สลดใจ ! เหตุโคลนถล่มในโคลัมเบีย ดับทะลุ 200 ศพแล้ว

เกิดเหตุโคลนถล่มขึ้นที่เมืองโมโคอา เมืองเอกของรัฐปูตูมาโย ทางตะวันตกของประเทศโคลอมเบีย เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุด สำนักข่าว ‘ซีเอ็นเอ็น’ เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวทะลุ 200 รายแล้ว

ทางด้านนาย กาเบรียล อุม่า โฆษกสภากาชาดโคลัมเบีย เปิดเผยกับสำนักข่าว ‘ซีเอ็นเอ็น’ ว่ามีผู้เสียชีวิต 206 ราย และอย่างน้อย 202 คนได้รับบาดเจ็บ กว่า 300 ครอบครัวต้องอพยพออกนอกพื้นที่ รวมถึงบ้านเรือนกว่า 25 หลังได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงพยาบาลถูกปิด

สำนักงานจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติ โคลนถล่มดังกล่าวเป็นผลมาจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันนานหลายชั่วโมง จนทำให้น้ำในแม่น้ำโมโคอา บนภูเขาและแม่น้ำสาขาอีก 3 สายเอ่อล้นตลิ่ง พัดพาน้ำ, โคลน และก้อนหินใส่บ้านเรือนอย่างหนักในช่วงกลางคืนซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่กำลังหลับอยู่

ขณะที่กองทัพเริ่มออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน จากความเดือดร้อนที่เกิดจากภัยพิบัติระดับชาตินี้ ตามมาตรการฉุกเฉินแห่งชาติแล้ว โดยหน่วยกู้ภัยระบุว่า มี 17 เขตที่ได้รับผลกระทบจากโคลนถล่มครั้งนี้

เกิดแผ่นดินไหว 6.2 แมกนิจูดในพื้นที่ตอนกลางของโคลอมเบีย ประชาชนอพยพจากที่พั

สำนักงานธรณีวิทยาของโคลอมเบียรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 6.2 แมกนิจูดในพื้นที่ตอนกลางของโคลอมเบีย ส่งผลให้ประชาชนอพยพออกจากที่พักเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ดี ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายในขณะนี้

รายงานของสำนักงานธรณีวิทยาฯระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.03 น.ตามเวลาท้องถิ่นของวันอังคาร โดยมีศูนย์กลางใกล้กับเมืองเมเซตัส และเกิดขึ้นที่ความลึกประมาณ 30 กิโลเมตร

รายงานยังระบุด้วยว่า ประชาชนที่อยู่ในอาคารและที่พักอาศัยในกรุงโบโกตาได้พากันอพยพเพื่อความปลอดภัย

‘ไทย-โคลอมเบีย’ จับมือขยายตลาดละติน

ในปี 2562 เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-โคลอมเบียครบรอบ 40 ปี โดยกระทรวงการต่างประเทศมีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต

ดำรง ใคร่ครวญ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษว่า ปัจจุบัน ไทย-โคลอมเบียมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และทั้ง 2 ประเทศเห็นตรงกันว่า จะผลักดันความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนให้เพิ่มมากขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมา โคลอมเบียตกอยู่ในสถานการณ์ปัญหาการเมืองภายในประเทศอยู่หลายสิบปี กระทั่งในปี 2554 รัฐบาลโคลอมเบียสามารถตั้งโต๊ะเจรจากับพรรคฝ่ายค้านสำเร็จ สามารถนำพาประเทศกลับสู่สันติภาพได้รวดเร็ว

“ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ทำให้โคลอมเบียสาละวนอยู่กับการจัดการปัญหาภายในประเทศ จึงยังไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกมากนัก และเมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อย ทำให้โคลอมเบียซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ฉายแสงให้เห็นโอกาสการพัฒนาและความร่วมมือทางการค้ากับต่างชาติ” รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ

ดำรง กล่าวอีกว่า โคลอมเบียมีนโยบายบุกเบิกความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย จึงได้กลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทยเมื่อปี 2556

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลิมา ประเทศเปรู ให้การดูแลอาณาบริเวณครอบคลุมไปยังโคลอมเบีย ถ้าในอนาคตไทยจะพิจารณาเปิดสถานทูตแห่งใหม่ในภูมิภาคละตินอเมริกา เชื่อว่าโคลอมเบียจะเป็นประเทศที่ถูกพิจารณาในลำดับแรก

“ณ เวลานี้ โคลอมเบียให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับประเทศในเอเชีย อาจยังไม่เจาะจงเป็นรายประเทศ เพราะต้องยอมรับว่า หากมองในมุมโคลอมเบียมายังเอเชีย ก็ย่อมให้ความสำคัญกับจีนเป็นชาติแรก รองลงมาเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศในอาเซียน ซึ่งประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคอาเซียน จึงถือได้ว่าไทยอยู่ในจอเรดาร์ที่โคลอมเบียต้องการจะร่วมมือทางเศรษฐกิจด้วย” รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ

ปัจจุบัน โคลอมเบียเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ7 ของไทยในละตินอเมริกา ขณะนี้ในมิติความร่วมมือทางเศรษฐกิจยังไม่สูงมาก เนื่องจากการค้าระหว่างกันยังน้อย อยู่ที่ประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ ส่วนการลงทุนยังไม่เกิดขึ้นมาก ขณะที่มีนักท่องเที่ยวโคลอมเบียเดินทางมายังประเทศไทย อยู่ที่ประมาณ 1.4 หมื่นคน

“ส่วนตัวเชื่อว่า แนวโน้มระดับการพัฒนาประเทศของโคลอมเบียจะสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของจีดีพีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศไทย นั่นหมายถึงมีประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไทยอยู่ในละตินอเมริกาด้วย จึงเป็นโอกาสทางการค้าสำหรับนักธุรกิจไทยเข้าไปทำตลาดใหม่ เพราะการแข่งขันยังไม่สูง” ดำรงกล่าว

รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีบริษัทของไทยบางแห่งเข้าไปบุกเบิกในตลาดโคลอมเบีย ส่วนใหญ่ขายสินค้าผลิตภัณฑ์การเกษตร และเปิดร้านอาหารไทยที่นั้น ทั้งนี้ โคลอมเบียยังเป็นตลาดซื้อยางพารารายใหญ่จากไทยในละตินอเมริกา

ขณะเดียวกัน โคลอมเบียมีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในการผลิตสินค้าประยุกต์เชิงวัฒนธรรมเช่นเดียวกับโอท็อปของไทย ซึ่งในส่วนนี้สามารถนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างไทย-โคลอมเบีย และต่อยอดทางธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ ไทยต้องการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิตกาแฟจากโคลอมเบีย เพราะที่นั่นจัดได้ว่าเป็นแหล่งผลิตกาแฟสไตล์บูติคแห่งเดียวในโลก ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจกาแฟไทยต่อไป

เกิดแผ่นดินไหว 6.2 แมกนิจูดในพื้นที่ตอนกลางของโคลอมเบีย ประชาชนอพยพจากที่พัก

สำนักงานธรณีวิทยาของโคลอมเบียรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 6.2 แมกนิจูดในพื้นที่ตอนกลางของโคลอมเบีย ส่งผลให้ประชาชนอพยพออกจากที่พักเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ดี ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายในขณะนี้

รายงานของสำนักงานธรณีวิทยาฯระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.03 น.ตามเวลาท้องถิ่นของวันอังคาร โดยมีศูนย์กลางใกล้กับเมืองเมเซตัส และเกิดขึ้นที่ความลึกประมาณ 30 กิโลเมตร

รายงานยังระบุด้วยว่า ประชาชนที่อยู่ในอาคารและที่พักอาศัยในกรุงโบโกตาได้พากันอพยพเพื่อความปลอดภัย

แคนาดายืนยันพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนารายที่ 3 ของประเทศ

ทางการแคนาดายืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นรายที่ 3 ของประเทศ ขณะที่ผู้ป่วยอีก 19 รายกำลังรอผลการตรวจสอบ

ดร. บอนนี เฮนรี เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากรัฐบริติชโคลัมเบีย เปิดเผยว่า แคนาดาพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนารายที่ 3 ของประเทศในรัฐบริติชโคลัมเบีย โดยผู้ป่วยเป็นชายวัย 40 ปี ซึ่งมีประวัติเดินทางไปทำธุรกิจที่เมืองอู่ฮั่น

สำหรับผู้ป่วย 2 รายแรกนั้น เป็นคู่สามีภรรยาที่มีประวัติเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่นเช่นกัน

ด้านนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้ออกมากล่าววานนี้ว่า แม้ความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในแคนาดาจะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่รัฐบาลก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อสร้างหลักประกันว่า แคนาดาจะสามารถควบคุมไวรัสดังกล่าวได้

โคลอมเบียพบสัตว์-พืชพันธุ์ใหม่ในอดีตที่มั่นกลุ่มกบฏ

พื้นที่ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏฟาร์ก (FARC) ในประเทศโคลอมเบีย ปัจจุบัน ได้กลายเป็นสวรรค์ของผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่า ที่หวังว่าจะค้นพบพันธุ์พืชและสัตว์สายพันธุ์ใหม่ๆ

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลโคลอมเบีย และกองกำลังติดอาวุธปฏิวัติแห่งโคลอมเบีย หรือ กลุ่มกบฏฟาร์ก (FARC) ได้ลงนามข้อตกลงสันติภาพ ยุติสงครามความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานกว่า 50 ปี ส่งผลให้ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าไปยังพื้นที่ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏ และไม่สามารถเข้าถึงได้มาก่อนได้ คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าหลายสิบคน พร้อมด้วยชาวพื้นเมือง ได้ออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า “โคลอมเบีย ไบโอ อาปาโปริส 2018 (Colombia Bio Apaporis 2018)” เบื้องต้น มีการค้นพบสัตว์และพืชสายพันธุ์ใหม่ๆ แล้วมากกว่า 90 ชนิด ซึ่งเมื่อวานนี้ คณะนักสำรวจก็ได้มอบภาพของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบ 3 ชนิด ให้แก่ ประธานาธิบดีฮวน มานูเอล ซานโตส ของโคลอมเบีย โดยสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่แต่ละชนิดถูกตั้งชื่อโดยมีคำที่มีความหมายว่า “สันติภาพ” รวมอยู่ด้วย


ประธานาธิบดีซานโตส ระบุว่า การบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มฟาร์กได้เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศโคลอมเบีย และตนหวังว่าการค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ๆ นี้ จะดึงดูดให้นักวิจัยจากทั่วโลกเดินทางมาศึกษาวิจัยในประเทศโคลอมเบียกันมากขึ้น

ทั้งนี้ โคลอมเบียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่ามาก เนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาแอนดีสและป่าแอมะซอน โดยหลายพื้นที่ของประเทศ เช่น อุทยานแห่งชาติ ชิริบิเกเต (Chiribiquete) ก็เคยมีการค้นพบสัตว์และพืชสายพันธุ์ใหม่มาแล้วมากมาย